bfm15

เชื่อเหลือเกินว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ที่เล่นเกมเพลย์สเตชั่นหรือพีซี ต้องเคยผ่านการกดเกมที่ชื่อว่า Final Fantasy เป็นแน่ เนื่องจากภาพค่อนข้างสวยและมีการต่อสู้และผจญภัยที่สนุกสนาน ทำให้นี่คือเกมยอดฮิตที่ครองใจแฟนๆยาวนานเกือบ 30 ปี ในอดีตที่ผ่านมา ก็มีการหยิบเกมนี้มาสร้างเป็นหนังอะนิเมชั่นแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร มาเที่ยวนี้ทีมงานจึงปรับบริบทใหม่ นำเกมและคนอยู่ในหนังและใส่มิตรภาพความผูกพันของพ่อลูกลงไป มันเลยทำให้หนังดูอารมณ์ดีและให้แง่คิดมากมาย

ผมจดจ่อกับการดูหนังเรื่องนี้มาก เพราะว่าเรื่องนี้ได้หยิบไอเดียบันทึกใน Blog ที่มีผู้เข้าอ่านมากกว่า 10 ล้านครั้ง เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องที่เขาปิดบังตัวตนแล้วแอบเล่นเกมออนไลน์ Final Fantasy XIV กับพ่อของเขา แล้วความสัมพันธ์ในครอบครัวจากที่เคยห่างเหินกันก็กลับมาใกล้ชิดกันมากขึ้น

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะคนส่วนใหญ่มักหลงลืมผู้ให้กำเนิดตัวเอง บางคนบ้างาน, บางคนติดแฟน, บางคนทำตัวเพื่อให้สังคมยอมรับอวดใช้ของแบรนด์เนม, เที่ยวกลางคืนสนุกเกินเหตุ แต่ลืมให้เงินหรือดูแลพ่อแม่ในยามที่ชราภาพ อันนี้แค่ยกตัวเองเฉยๆนะ

มนุษย์เราผูกพันกับพ่อแม่ตอนเด็ก แต่พอเติบโตความห่างเหินเกิดขึ้น หลายๆครั้งก็มักหลงลืมถึงไป แล้วคิดว่าเดี่ยวค่อยให้เขาก็ได้เดี่ยวค่อยดูแล เชื่อไหมลูกทุกคนอยากคุยกับพ่อแม่ตัวเอง ตัวพระเอกก็เช่นกัน เพียงแต่ช่องว่างความรู้สึกทำให้เกิดเป็นปมในใจไม่พูดจากัน เงียบเหมือนคนไม่รู้จักกัน ผมเองก็เคยเป็นมาก่อนนะ จึงเข้าใจสิ่งที่หนังนำเสนอออกมา ดูเรื่องนี้แล้วสามารถย้อนกลับมาดูตัวเองได้เลยว่า ที่ผ่านมาดูแลคนให้กำเนิดตัวเองดีแล้วหรือยัง

สิ่งต่อมาที่ผมเองชอบคือการนำเกม Final Fantasy มาเป็นสื่อกลาง อย่างที่รู้กันว่าเกมนี้ภาพสวยมากๆ และน้ำหนักของหนังเรื่องนี้เกือบครึ่งทางคือภาพจากเกมล้วนๆ ใครก็ตามที่ติดเกมนี้ ก็อยากจะเล่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นสุด พระเอกกับพ่อกดเกมกันอย่างเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่ง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งซากางุจิ เคนทาโร่ พระเอกหนุ่ม ได้รู้ตัวตนของพ่อตัวเอง ไม่ต้องพูดจากัน แต่เฝ้ามองผ่านเกม ก็มีความสุขมากพอแล้ว